เล่นไพ่ออนไลน์ ทำไมนักเตะบาร์เซโลนาโดนคดีหนีภาษี?

เล่นไพ่ออนไลน์

นักเตะอาซูลกรานาคนแล้วคนเล่ากลายเป็นประเด็นฉาวโฉ่จากเรื่องเลี่ยงภาษี แต่อะไรคือสาเหตุที่ทำให้พวกเขาเหล่านี้ตัดสินใจทำแบบนั้น?

เล่นไพ่ออนไลน์ ไม่แปลกเลยที่นักฟุตบอลคืออาชีพในฝันของเด็กผู้ชายหลายคนในโลกนี้ เพราะนี่คือกีฬายอดฮิตอันดับหนึ่งของโลกและเงินตอบแทนยังสูงมากหากเทียบกับอาชีพอื่น ขนาดนักเตะระดับไทยลีกสมัยนี้ค่าเหนื่อยยัง 6 หลักต่อเดือนกันทั้งนั้น ไม่ต้องพูดถึงผู้เล่นในท็อปลีกของยุโรปเลยว่าจะได้ค่าจ้างมากแค่ไหน ยิ่งแข้งระดับโลกคงมีเงินใช้สบายไปตลอดทั้งชาติหากรู้จักเก็บจักออม

ทศวรรษที่ผ่านมาถือเป็นยุคทองของนักฟุตบอลอาชีพอย่างแท้จริง รายได้ของพวกเขาปรับตัวสูงขึ้นจากยุคก่อนหลายเท่า อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดมูลค่ามหาศาล ตัวอย่างใกล้ตัวคือลีกในบ้านเราที่ทำเงินจากการขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดรอบล่าสุดมหาศาลถึง 4,200 ล้านบาท(ทรูวิชันส์ซื้อตั้งแต่ปี 2016-19) เมื่อสโมสรได้รับเงินส่วนแบ่งจากตรงส่วนนี้มากขึ้น พวกเขาย่อมมีกำลังทรัพย์จ้างนักเตะในสังกัดเพิ่มขึ้นเป็นธรรมดา

แต่ค่าจ้างสูงเพียงอย่างเดียวบางครั้งยังไม่พอสำหรับการมัดใจนักเตะ โดยเฉพาะบรรดาแข้งระดับชั้นนำยิ่งแทบเป็นไปไม่ได้

ในยุคที่ฟุตบอลกลายเป็นธุรกิจเต็มรูปแบบ จึงไม่น่าแปลกที่ผู้เล่นจะพยายามหาประโยชน์สูงสุดจากชื่อเสียงของตัวเอง สโมสรจึงจำเป็นต้องหาไม้เด็ดใหม่เข้ามาโน้มน้าวใจนักเตะในสังกัดอีกแรง นั่นคือการเพิ่ม ”ลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์” เป็นหนึ่งในเงื่อนไขในสัญญา

ลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์คือรายได้นอกเหนือจากค่าจ้างที่นักเตะได้รับอยู่ เช่น ส่วนแบ่งกำไรจากการขายเสื้อและสินค้าที่ระลึกของสโมสร หรืออาจรวมถึงค่าตั๋วเข้าชมเกมด้วย ซึ่งแต่ละคนนั้นได้รับมากน้อยแตกต่างกันขึ้นอยู่กับการตกลงส่วนตัวกับต้นสังกัด แต่ใช่ว่าได้เงินส่วนนี้เพิ่มขึ้นแล้วจะดีเสมอไป เมื่อมันกลายเป็นดาบสองคมกลับมาย้อนทิ่มแทงนักเตะในภายหลังได้เช่นกัน เหมือนอย่างในกรณีของผู้เล่นบาร์เซโลนาที่กำลังแผ่หราเต็มพื้นที่สื่อในช่วงนี้

เจ้าบุญทุ่มเจอมรสุมข่าวฉาวกระหน่ำซัดหลายลูกในช่วงปีที่ผ่านมา เมื่อแข้งซูเปอร์สตาร์อย่าง ฮาเวียร์ มาสเคราโน และ ลิโอเนล เมสซี ถูกศาลในสเปนสั่งดำเนินคดีฐานเลี่ยงภาษี ขณะที่อดีตผู้เล่นในทีมอย่าง อาเดรียโน และ ซามูเอล เอโต้ ก็เจอข้อหาเดียวกันระหว่างค้าแข้งในถิ่นคัมป์นู โดยมูลความผิดของทุกคนนั้นล้วนมาจากการปิดบังรายได้จากลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์ทั้งสิ้น

ขอเกริ่นก่อนว่ากฎหมายภาษีฉบับเดิมของสเปนปี 1996 นั้นเอื้อประโยชน์ให้ผู้เล่นที่ทำเงื่อนไขลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์กับสโมสร โดยนักเตะสามารถลดหย่อนภาษีเหลือเพียง 30% ของรายรับ(จากเดิมต้องเสียถึง 52-56%) หากแบ่งรายได้ตรงส่วนนี้คืนสโมสร 15% ส่วนอีก 85% ที่เหลือโอนเข้าบริษัทของตัวเองได้ทันทีโดยไม่ต้องเปิดเผยยอด

แต่ต่อมาสเปนปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ใหม่ในปี 2006 บังคับให้นักเตะเปิดเผยรายได้ลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์ที่โอนเข้าบริษัทส่วนตัว เพื่อคำนวณหามูลค่าทางการตลาดและนำมาใช้เป็นตัวชี้วัดอัตราการเสียภาษีแทน นั่นหมายความว่ายิ่งคุณได้เงินมากเท่าไร คุณยิ่งเสียภาษีมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ไม่มีอีกแล้วกับการแบ่งเงินส่วนนี้คืนสโมสรเพื่อลดหย่อนภาษี

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ส่งผลให้ผู้เล่นชื่อดังในลาลีก้า อาทิเช่น อิเกร์ กาซิยาส, ดาบิด บีญา, เซร์คิโอ รามอส, ชาบี อลอนโซ และอีกมากมาย ถูกศุลกากรสเปนตรวจสอบย้อนหลังเมื่อ 2 ปีก่อน แม้ว่าทุกคนจะแจ้งรายได้ส่วนนี้ต่อทางการมาตลอด แต่ยังมีบางส่วนหลุดรอดสายตาและต้องชำระภาษีที่เหลือตามระเบียบ

แต่สำหรับผู้เล่นบาร์ซานั้น เรื่องมันซับซ้อนกว่า เพราะพวกเขาจงใจโอนลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์ไปให้บริษัทผีของตัวเอง(บริษัทที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะโดยไม่มีการดำเนินกิจการ)ในต่างประเทศเพื่อเลี่ยงภาษี กรณีของมาสเคราโนกับเมสซีคือตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะทั้งคู่ถูกศาลสเปนตัดสินแล้วว่ามีความผิดจริง

กองกลางทีมชาติอาร์เจนตินาเลี่ยงภาษีมูลค่า 1.5 ล้านยูโร ในระหว่างปี 2011-2012 จากการปกปิดรายได้ลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์และโอนเข้าบริษัทในโปรตุเกสและสหรัฐฯ เช่นเดียวกับเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ 5 สมัย ที่เลี่ยงภาษีมูลค่า 4 ล้านยูโร ในระหว่างปี 2007-2009 จากการปิดบังเงินส่วนนี้และโอนเข้าบริษัทในเบลิซและอุรุกวัย

ฝ่ายแรกนั้นถูกลงศาลลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับเงินอีกราว 800,000 ยูโร ส่วนฝ่ายหลังถูกลงโทษจำคุก 21 เดือน และปรับเงินอีกราว 2 ล้านยูโร โชคดีที่ทั้งคู่ไม่ต้องเข้าไปชดใช้ความผิดในห้องขัง เพราะไม่เคยทำความผิดมาก่อน อีกทั้งกฎหมายของสเปนสามารถขอรับโทษเป็นการคุมประพฤติและรอลงอาญาแทนได้ หากโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี

กฎหมายภาษีฉบับใหม่ของสเปนคือต้นเหตุที่ทำให้สองแข้งฟ้าขาวตกระกำลำบากเช่นนี้ ทั้งคู่ไม่มีสิทธิ์โต้แย้งนอกจากยืดอกรับผิดในฐานะเจ้าของเงิน แม้ตัวการที่แท้จริงจะเป็นทีมงานกฎหมายผู้ดำเนินการเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ แต่ก็แน่นอนว่า พวกเขาทำไปโดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของนายจ้างเป็นอันดับแรก

แน่นอนว่ามันต้องมีบางคนพยายามแหกกฎหมายอย่างในกรณีของมาสเคราโน คนจัดการเรื่องนี้ไม่อยากให้นายจ้างเสียภาษีเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงหาทางซิกแซ็กด้วยการแอบโอนเงินเข้าบริษัทผีในต่างประเทศแทน ผลสุดท้ายนักเตะได้รับบทลงโทษ เสียทั้งชื่อเสียง เสียทั้งเงินทอง แถมยังถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นคนคดโกง

ขณะที่เมสซีนั้นพ่อเป็นคนดูแลเรื่องเงินและถูกลงโทษจำคุก 21 เดือนเท่ากัน หากพูดว่าเขาต้องมารับเคราะห์จากความเชื่อใจในตัวบิดาคงไม่ผิดนัก เพราะเจ้าตัวยืนยันหนักแน่นในชั้นศาลว่า มีหน้าที่เล่นฟุตบอลอย่างเดียวและไม่เคยรู้เห็นเรื่องภาษี หากคำให้การนักเตะเป็นความจริง แม้มีหลายคนยังกังขาอยู่ก็ตาม

บาร์เซโลนามีส่วนต้องรับผิดชอบเช่นกัน สโมสรควรดูแลกวดขันนักเตะให้ดีกว่านี้ เพราะเมื่อเกิดเรื่องขึ้นมาแล้วผลกระทบมันตามถึงทีมด้วย

ยิ่งพวกเขาเจอเรื่องแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชื่อเสียงของสโมสรยิ่งเสื่อมเสียหนัก แต่ดูจากการบริหารงานของบอร์ดชุดก่อนหน้านี้ไม่แปลกใจเลยทำไมจึงเกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้น ขนาด ซานโดร โรเซลล์ ประธานสโมสรยังทุจริตเองในดีลคว้าเนย์มาร์เมื่อปี 2013

กองหน้าทีมชาติบราซิลกำลังตกเป็นข่าวดังในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา หลังเจอข้อหามีส่วนรู้เห็นในการคอร์รัปชันตอนย้ายมาร่วมทีมเมื่อปี 2013 เมื่อ DIS บริษัทที่ถือสิทธิ์ในตัวเขา 40% ยื่นฟ้องเหตุได้รับส่วนแบ่งค่าตัวของเขาไม่เป็นธรรม โดยระบุว่าโรเซลล์กับพ่อของนักเตะช่วยกันบิดเบือนค่าตัวที่แท้จริง พร้อมมีการเซ็นเช็คก้อนโตแอบให้กันนอกรอบ

หอกแซมบ้าและพ่อของเขาจึงถูกศาลลงโทษจำคุก 2 ปี แต่ไม่ต้องไปนอนในห้องขังด้วยเหตุผลเดียวกับเมสซีและมาสเคราโน และถูกปรับอ่วมอีก 10 ล้านยูโร ด้านโรเซลล์เจอโทษหนักติดคุกหัวโต 5 ปี ส่วนบาร์ซาโดนปรับเงิน 8.4 ล้านยูโร อย่างไรก็ดี ฝ่ายกฎหมายของเนย์มาร์นั้นยื่นอุทธรณ์คำตัดสินของศาลไปแล้ว

หากพิจารณาคำตัดสินของศาล ต้องยอมรับว่ามีทั้งความยุติธรรมและกุศโลบายอยู่ในตัว ประเทศชาติได้ภาษีคืนจากค่าปรับ นักฟุตบอลแม้โทษถึงจำคุกแต่ก็ให้ระวางโทษในระดับที่รอลงอาญาได้ พวกเขายังคงประกอบอาชีพและทำประโยชน์ให้วงการฟุตบอลรวมถึงเศรษฐกิจของสเปนไปได้ต่อ ในขณะที่อดีตผู้บริหารสูงสุดอย่างโรเซลล์คงยากจะหนีคุกตะราง

ทั้งหมดเป็นการส่งสัญญาณไปถึงผู้บริหารรวมถึงผู้เล่นในปัจจุบันของบาร์เซโลนา(และทีมอื่น ๆ) ว่ากฎหมายยังศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ลูกตุกติกอย่างที่เคยทำนั้นได้ไม่คุ้มเสียแน่นอน

ที่สำคัญ ภาพนักฟุตบอลที่รักต้องใส่สูทเดินขึ้นโรงขึ้นศาล มันทำร้ายความรู้สึกแฟน ๆ และทำร้ายวงการฟุตบอลสเปนอย่างเหลือร้าย